การดูเนื้อพระ
จะต้องมีผิวที่มีความผุและกร่อนขององค์พระแบบสม่ำเสมออย่างเป็นธรรมชาติทุกด้าน มีความมนและสึกแบบทั่วไปทั้งองค์
ถ้าเนื้อแกร่งควรมี “รารัก” ที่เป็นคราบสีดำๆ ติดแน่นที่องค์พระ อย่างกลมกลืน ไม่เป็นเม็ด หรือเป็นแผ่น
ความกร่อนบางทีกินลึกเข้าไปในเนื้อ แบบพรุนทั้งองค์ มีคราบขุยตามลักษณะของมวลสารกระจายทั่วทั้งองค์ โดยเฉพาะในร่องลึกที่ยังไม่มีการสัมผัส
คราบขุยที่ผุในเนื้อดินส่วนใหญ่จะเป็นผงสีขาวยุ่ย ไม่มีลักษณะเป็นแผ่นมัน หรือก้อนๆของการ “โปะ” (แบบการทำปลอม)
ถ้ามีลูกรัง หรือสนิมเหล็กเกาะ ต้องเป็นสารธรรมชาติมีเม็ดทรายและดินปนอยู่แบบเนื้อดินทั่วไป มีความแข็ง กระด้าง และสีสนิมด้านๆแบบลูกรัง
ถ้าเป็นเนื้อโลหะ ต้องดูการกร่อนของขอบ มีรอยสนิมแตกร้าวรอบองค์ ไม่มีเหลี่ยมคม สนิมจะต้องเกิดเป็นขุม (ชินเงิน สำริด) หรือเป็นแผ่นมันนิ่มๆสีเหลืองแบบไขวัว (เนื้อเงิน) หรือเป็นสนิมแดง (ตะกั่ว)แตกร้าวเป็นลายใยแมงมุม ทั้งองค์ ไม่มีรอยการโปะ หรือทาสีบนองค์พระ สนิมต้องยังคงอยู่ในขุมแบบธรรมชาติ กระจัดกระจายทั่วทั้งองค์พระ แต่ในเนื้อสำริดจะหลากหลายแบบตามส่วนผสม ถ้าทีรอยบิ่นที่ขอบ ให้ดูความพรุนของเนื้อแบบเป็นฟองๆ ของโลหะแยกกันเป็นเม็ดๆ ก็จะช่วยยืนยัน “ความเก่า” ได้ดีขึ้น
อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/297014

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น